เพราะที่โรงพยาบาล WIH International Hospital เราประเมินร่างกายรายบุคคลก่อนทำศัลยกรรมตัดหน้าอก พร้อมบริการการตรวจเช็กสภาพร่างกายอย่างละเอียด
ผ่าตัดลดขนาดหน้าอก เลือกสรีระร่างกายในแบบที่คุณอยากเป็น ซ่อนแผลด้วยเทคนิคส่องกล้อง
ปัจจุบัน การยอมรับในเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศมีมากขึ้น ทำให้หลายคนเลือกที่จะปรับเปลี่ยนร่างกายให้ตรงกับเพศสภาพของตนเอง โดยเฉพาะ บุคคลข้ามเพศ (Transgender) ที่ต้องการให้รูปร่างภายนอกสอดคล้องกับตัวตนภายใน ศัลยกรรมตัดหน้าอกจึงเป็นทางเลือกสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นใจ และช่วยให้ใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจมากขึ้น
แต่ไม่ใช่เพียงแค่บุคคลข้ามเพศเท่านั้น ผู้หญิงบางคนที่มีหน้าอกขนาดใหญ่เกินไป จนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น ปวดหลัง ไหล่ล้า เคลื่อนไหวไม่สะดวก ก็สามารถเลือกศัลยกรรมตัดหน้าอกได้เช่นกัน การลดขนาดหน้าอกช่วยให้ร่างกายสมดุลมากขึ้น สวมใส่เสื้อผ้าได้ง่ายขึ้น และลดปัญหาสุขภาพในระยะยาว
หมดปัญหากวนใจเรื่องขนาดหน้าอก #ศัลยกรรมตัดหน้าอก เปลี่ยนจากหญิงเป็นชาย โดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางจะตัดเนื้อเต้านมและผิวหนังส่วนเกินออก ให้แบนราบลงแบบด้วยเทคนิคแผลยาว เพื่อให้เป็นทรงกล้ามเหมือนของผู้ชาย แล้วปรับแต่งหัวนมและปานนม ให้มีขนาดและรูปร่างที่เหมาะสมเป็นธรรมชาติ ด้วยมาตรฐานของโรงพยาบาล WIH และความใส่ใจในทุกรายละเอียด จึงทำให้ตอบโจทย์การศัลยกรรมที่คุณต้องการได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ศัลยกรรมตัดหน้าอกคืออะไร
การผ่าตัดหน้าอกในการแปลงเพศหญิงเป็นชายคือ การผ่าตัดเนื้อเต้านมและตัดแต่งผิวหนังส่วนเกินของหน้าอกออกเพื่อให้หน้าอกแบนราบ พร้อมกับย้ายตำแหน่งของหัวนมและปานนมใหม่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
สามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก ได้แก่:
🔹 ศัลยกรรมตัดหน้าอกเพื่อยืนยันเพศ (Gender-Affirming Top Surgery)
สำหรับบุคคลข้ามเพศ (Transgender) หรือบุคคลที่ไม่ระบุเพศ (Non-Binary) ที่ต้องการให้หน้าอกเรียบแบน เพื่อลดความรู้สึกไม่ตรงกับเพศสภาพของตนเอง
🔹 ศัลยกรรมลดขนาดหน้าอก (Breast Reduction Surgery)
สำหรับผู้ที่มีขนาดหน้าอกใหญ่มากเกินไป ส่งผลต่อสุขภาพ เช่น ปวดหลัง ปวดไหล่ หรือใช้ชีวิตลำบาก รวมถึงผู้หญิงที่ต้องการปรับขนาดหน้าอกให้เหมาะสมกับรูปร่างของตนเอง
การผ่าตัดสามารถทำได้หลายเทคนิค ขึ้นอยู่กับขนาดหน้าอกเดิม ความต้องการของผู้เข้ารับบริการ และดุลยพินิจของแพทย์ โดยทีมแพทย์จะช่วยแนะนำแนวทางที่เหมาะสม
ศัลยกรรมตัดหน้าอกเหมาะสำหรับ…
1. สำหรับผู้ที่มีหน้าอกเล็กหรือไม่มีหน้าอก (Hypomastia)
-
คนที่มีหน้าอกเล็กหรือหน้าอกที่มีขนาดไม่สมส่วนกับร่างกายสามารถทำการเสริมหน้าอกเพื่อเพิ่มขนาดและรูปร่างให้ดูสมดุลและสวยงามขึ้น
-
การเลือกขนาดซิลิโคนจะขึ้นอยู่กับสัดส่วนร่างกาย เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและเหมาะสม
2. สำหรับผู้ที่มีหน้าอกขนาดปกติ
-
ผู้ที่มีหน้าอกขนาดปกติแต่ต้องการเพิ่มความเต่งตึงหรือความสมส่วนมากขึ้นสามารถเลือกเสริมหน้าอกเพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับรูปร่าง
-
บางครั้งการเสริมหน้าอกจะช่วยปรับรูปร่างให้ดูมีสัดส่วนที่ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มขนาดมากนัก
3. สำหรับผู้ที่มีหน้าอกใหญ่เกินไป (Macromastia)
-
แม้ว่าผู้ที่มีหน้าอกใหญ่จะไม่เหมาะสมกับการเสริมหน้าอก แต่การเสริมหน้าอกหรือการผ่าตัดลดขนาดหน้าอก (Breast Reduction) อาจเหมาะสำหรับผู้ที่รู้สึกว่าขนาดหน้าอกใหญ่เกินไปและมีปัญหากับชีวิตประจำวัน เช่น ปวดหลังหรือไม่สะดวกในกิจกรรมต่าง ๆ
รีวิวภาพก่อนและหลังการผ่าตัด
ผลงานทีมศัลยแพทย์ตกแต่ง โรงพยาบาลดับเบิลยูไอเอช
ตัดหน้าอกทอม เปิดแผลใต้ปานนม
เทคนิคนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีขนาดหน้าอกเล็กและผิวหนังยืดหยุ่นได้ดี โดยแผลจะอยู่ใต้ปานนม
ตัดหน้าอกทอม เปิดแผลใต้ปานนม
เทคนิคนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีขนาดหน้าอกเล็กและผิวหนังยืดหยุ่นได้ดี โดยแผลจะอยู่ใต้ปานนม
ตัดหน้าอกทอม เทคนิคแผลยาว
เหมาะสำหรับผู้ที่มีขนาดหน้าอกใหญ่และจำเป็นต้องตัดผิวหนังบริเวณส่วนเกินออก
เทคนิคนี้สามารถลดขนาดปานนมและสร้างหัวนมให้เล็กลงได้ในขั้นตอนเดียวกันกับการตัดหน้าอก
ตัดหน้าอกทอม เทคนิคแผลยาว
เหมาะสำหรับผู้ที่มีขนาดหน้าอกใหญ่และจำเป็นต้องตัดผิวหนังบริเวณส่วนเกินออก
เทคนิคนี้สามารถลดขนาดปานนมและสร้างหัวนมให้เล็กลงได้ในขั้นตอนเดียวกันกับการตัดหน้าอก
เทคนิคตัดนมทอมแผลเล็ก ต่างกับตัดนมทอมแผลยาวอย่างไร
1. การผ่าตัดบริเวณปานนม (เทคนิคตัว U)
เหมาะสำหรับคนที่มีหน้าอกคัพ A-B ขนาดเล็กและขนาดปานกลาง วิธีนี้มีแผลเป็นน้อย ซ่อนแผลผ่าตัดได้ดี โดยแพทย์จะทำการเปิดแผลผ่าตัดที่ปานนม หากคนไข้มีหน้าอกเล็กส่วนมากจะใช้เทคนิคตัว U ครึ่งปานนม
2. การผ่าตัดโดยตัดผิวหนังของเต้านมออกด้วย (แผลแนวขวาง)
เหมาะสำหรับคนที่มีหน้าอกค่อนข้างใหญ่คัพ C ขึ้นไป หรือในบางรายมีลักษณะเต้านมหย่อนคล้อยร่วมด้วย จึงจำเป็นต้องตัดหนังเต้านมออกไป เย็บให้เรียบร้อยและจะต้องมีการย้ายตำแหน่งของปานนมและหัวนมด้วย โดยแพทย์จะเริ่มการผ่าตัดด้วยการตัดปานนมและหัวนมออกเป็นรูปวงกลมแล้วพักเก็บไว้ชั่วคราว จากนั้นตัดเนื้อส่วนเกินและเลาะเต้านมทั้งหมดออกจากกล้ามเนื้อหน้าอก ซึ่งยังคงเหลือผิวหนังหน้าอกให้เหลืออยู่ในปริมาณที่กำหนดไว้ และหากยังมีเนื้อเหลืออยู่เป็นก้อน ๆ ไม่สวยงาม แพทย์จะทำการดึงส่วนกลางให้เรียบจากนั้นก็จะซ่อนแผลไว้ใต้รักแร้ จากนั้นทำการเย็บผิวหนังเป็นรูปตัว I (แผลแนวขวาง) ตามแนวฐานเต้านม (ขึ้นอยู่กับปริมาณของผิวหนังส่วนเกินที่ตัดออก) ขั้นตอนสุดท้าย แพทย์จะนำปานนมและหัวนมมาตัดแต่งให้มีขนาดและความหนาที่เหมาะสม แล้วจึงเย็บตรึงกับหน้าอกตามตำแหน่งที่ถูกต้องที่ได้กำหนดไว้
รายละเอียดการศัลยกรรมตัดหน้าอก
วิธีการระงับความรู้สึก
การดมยาสลบด้วยวิสัญญีแพทย์
เวลาทำการผ่าตัด
4-5 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี
ระยะเวลานอนโรงพยาบาล
1-2 คืน และติดตามอาการประมาณ 7 วัน
อาการและการดูแลหลังการศัลยกรรมตัดหน้าอก
อาการหลังการผ่าตัด
เจ็บปวดและบวม: อาการปวดและบวมเป็นเรื่องปกติหลังการผ่าตัด โดยจะค่อย ๆ ลดลงในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก
รอยแผล: บริเวณที่ผ่าตัดจะมีแผลเป็นที่ต้องดูแลอย่างเหมาะสม แผลอาจจะมีการตกสะเก็ดและอาจเป็นรอยแผลนูนได้
ชาที่บริเวณหน้าอก: อาจมีอาการชาหรือไม่มีความรู้สึกที่หน้าอกในช่วงแรก โดยส่วนใหญ่จะฟื้นฟูภายใน 3-6 เดือน
หายใจติดขัดเล็กน้อย: หากมีการวางยาสลบ (General Anesthesia) อาจรู้สึกหายใจติดขัดได้บ้างในช่วงแรก
ปัญหาความรู้สึกหัวนม: อาจสูญเสียการรับรู้ความรู้สึกในบางส่วนของหัวนม ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากการตัดเส้นประสาท
การพักฟื้น
ควรนอนพักที่โรงพยาบาล 1-2 คืน หลังผ่าตัด
หลังจากนั้นสามารถกลับไปพักที่บ้านได้ แต่ต้องระมัดระวังในการเคลื่อนไหวและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
การดูแลแผล
ทำความสะอาดแผลอย่างระมัดระวังตามคำแนะนำของแพทย์
ใช้ sterile-strip (เทปขาว) หรือ พลาสเตอร์กันน้ำ เพื่อป้องกันแผลโดนน้ำในระหว่างการอาบน้ำ
หลีกเลี่ยงการถูหรือขยี้แผล และระมัดระวังไม่ให้แผลได้รับความกระทบกระเทือน
ยาและการรับประทานยา
ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ในการรับประทานยา เช่น ยาแก้ปวด, ยาปฏิชีวนะ, และยาลดการอักเสบ
หากมีอาการปวดมาก ควรแจ้งแพทย์เพื่อรับยาแก้ปวดเพิ่มเติม
การใส่สเตย์รัดหน้าอก
ควรใส่สเตย์รัดหน้าอกตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อช่วยให้หน้าอกเข้ารูปเร็วขึ้น การใส่สเตย์ช่วยป้องกันไม่ให้แผลเปิดหรือเสียหาย
การหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายและการยกของหนัก:
หลีกเลี่ยงการยกของหนัก, การออกกำลังกาย และการขับรถ 1 เดือน หลังผ่าตัด
การสังเกตอาการผิดปกติ:
หากมีอาการบวม, แดง, หรือมีหนองที่แผล หรือมีไข้สูง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
